สุดท้ายก็จบลง อย่างเป็นทางการแล้วกับเรื่องที่แนวรุกชาวเบลเยียมย้ายกลับมา

สุดท้ายก็จบลง

สุดท้ายก็จบลง ภายหลังที่เขากระทำเปิดตัวกับกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นที่เชื่อกันว่าค่าตอบแทนสูง

สุดท้ายก็จบลง ถ้าหากจะพูดว่านี่เป็นช่องทางที่ ลูกากู จะได้แก้ตัวมันก็ไม่ผิดอะไรเลย เพราะเหตุว่าภาคแรกของเขากับ เชลซี จบลงแบบน่าผิดหวังในภาวะที่เขาทำคะแนนให้กับกลุ่มมิได้แม้แต่ลูกเดียวจากการลงเล่น 15 นัดหมายในทุกรายการ กระทั่งสุดท้ายก็โดนขายขาดให้กับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2014 ภายหลังเคยแวะไปเล่นตรงนั้นแบบยืมตัวมาก่อนแล้ว

ดังนี้ โบลินโกลิ ไม่ใช่นักฟุตบอลคนแรก ที่เคยย้ายไปคงที่อื่น แล้วได้กลับมาอยู่กับทีม ในสมัยที่ลีกสูงสุด ของอังกฤษใช้ชื่อว่า พรีเมียร์ลีก ซึ่งวันนี้พวกเราจะมาย้อนมองกันว่าคนก่อนๆมีคนใดกันแน่บ้าง รวมทั้งผลงานภาคแรกกับภาคสองของพวกเขาสำหรับเพื่อการเล่นที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ แตกต่างกันแค่ไหน

สุดท้ายก็จบลง

  • ดาวิด ลุยซ์

ดาวเตะชาวบราซิเลียนย้ายจาก เบนฟิก้า มาอยู่กับ เดอะบลูส์ ในตอนม.ค. ปี 2011 ด้วยค่าจ้าง 25 ล้านยูโร ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้สะดุดตาพอใช้จนถึงช่วยให้กลุ่มได้ทั้งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์,

เอฟเอ คัพ รวมทั้ง ยูฟ่า ยูโรปา สำหรับเพื่อการเล่นให้กับกลุ่มเป็นสมัยแรก แถมเขายังเป็นขวัญใจของแฟนบอลหลายท่าน รวมทั้งเป็นที่รักของเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มหลายรายด้วย

แต่ ในตอนซัมเมอร์ ปี 2014 โชเซ่ มูรินโญ่ ตกลงใจขายเขาให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยว่ากันว่าเป็นเนื่องจากว่า มูรินโญ่ ไม่ประทับใจที่ ลุยซ์ ชอบยืนตำแหน่งได้ไม่ดีเท่าที่ควรสำหรับเพื่อการเล่นเกมรับ อย่างไรก็ตาม 2 ปีจากนั้น

ลุยซ์ ก็ได้กลับมาอยู่กับ เดอะบลูส์ ซึ่งเขาก็ยังบรรลุเป้าหมายกับทีมเพิ่มได้อีก สุดท้ายก็จบลง ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก 1 ยุค, แชมป์ เอฟเอ คัพ 1 ครั้ง และก็แชมป์ ยูโรปา 1 คราว ก่อนที่จะในเวลาถัดมาเขาจะย้ายไปอยู่กับ อาร์เซน่อล

  • เนมานย่า มาติช

จ่ายเงินราว 1.5 ล้านปอนด์เพื่อดึง มาติช มาจาก โคซิเช่ ทีมในสโลวาเกีย ภายหลังที่เวลานี้ มาติช เป็นนักฟุตบอลวัยชายหนุ่มที่มีฝีเท้าน่าประทับใจ แม้กระนั้นภาคแรกของเขากับ เดอะบลูส์ ก็จบสิ้นลงด้วยการที่เขาได้เล่นให้กลุ่มชุดใหญ่ของ สิงห์บลู เพียงแค่ 3 นัดหมายในทุกรายการแค่นั้น

มาติช โดนปล่อยไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในมกราคม ปี 2011 ในฐานะส่วนใดส่วนหนึ่งของดีล

ที่ สิงโตน้ำเงินคราม จะเอา ลุยซ์ มาร่วมทัพ ซึ่งลำแข้งเลือดเซิร์บก็แสดงให้ เชลซี เห็นว่าคิดผิดที่ปลดปล่อยเขาด้วยกระบวนการทำผลงานได้เด่นกับตรงนั้นจนกระทั่งสุดท้ายในม.ค. ปี 2014 สิงห์บลู ก็ต้องควักเงิน 21 ล้านปอนด์เพื่อเอาเขากลับมาอยุ่กับทีม https://www.internationale-lipizzaner-union.com/

ในภาค 2 ของเขากับกลุ่มนั้น มาติช ช่วยทำให้ สิงโตน้ำเงินคราม ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 ยุค กับทำให้ตอนนั้นเขาได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมในมิดฟิลด์ตัวกลางที่ดีเยี่ยมที่สุดของ พรีเมียร์ลีก ด้วย แม้กระนั้นท้ายที่สุดเขาก็โดนปลดปล่อยให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2017 แล้วก็ยังอยู่กับทีมหลังจากนั้นมา

สุดท้ายก็จบลง

  • ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา

แม้ถามคำถามว่านักฟุตบอลคนไหนกันที่แฟนบอล ยกให้เป็นตำนานแล้วล่ะก็ น่าเชื่อว่าชื่อของ ดร็อกบา จะอยู่ในฝูงชนแรกๆที่พวกเขารำลึกถึง ภายหลังที่ ดร็อกบา ทำคะแนนให้กับกลุ่มได้อย่างมากนับจากที่ย้ายมาจาก โอลิมปิก มาร์กเซย ในปี 2004

พร้อมทั้งทำให้ทีมได้แชมป์หลายรายการ ยกตัวอย่างเช่นแชมป์ลีก 3 สมัย, แชมป์ เอฟเอ 4 ครั้ง, แชมป์ 2 ที รวมทั้งแชมป์ แชมเปี้ยนส์ 1 ยุค

ดังนั้น หลายท่านเลยแปลกใจที่ สิงห์บลู ไม่ต่อสัญญากับเขาจนถึงทำให้เจ้าตัวจะต้องแยกทางกับกลุ่มในปี 2012 โดยกลุ่มที่รับเขาไปใช้งานต่อเป็น เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว

แม้กระนั้น ในปี 2014 ดร็อกบา ก็กลับมาอยู่กับทีมแบบไม่มีคุณค่าตัว โดยแม้ภาค 2 ของเขากับกลุ่มจะมีช่วงเวลาแค่ปีเดียว แม้กระนั้นเขาก็ยังได้แชมป์ลีกและก็แชมป์ ร่วมกับกลุ่มอีกอย่างละ 1 หน

  • แกรม เลอ โซซ์

เลอ โซซ์ ได้ผลสร้างขึ้นจากอะคาเดมี่ของ สิงโตน้ำเงินคราม เขาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในปี 1989 หรือก็คือตั้งแต่ก่อนที่จะลีกสูงสุดจะใช้ชื่อ พรีเมียร์ลีก รวมทั้งได้อยู่กับทีมจนกระทั่งปี 1993 ก่อนจะโดนขายให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ด้วยราคา 700,000 ปอนด์ โดยเวลานี้ความสำเร็จเดียวที่เขาทำเป็นกับ เชลซี เป็นการเป็นแชมป์ ดิวิชั่น 2 ในช่วงฤดูกาล 1988-89

อย่างไรก็ดี ในปี 1997 เลอ โซซ์ ได้กลับมาเล่นให้ สิงโตน้ำเงินคราม อีกที แล้วก็มันก็ทำให้เขาได้แชมป์กับกลุ่มหลายรายการด้วย เช่นแชมป์ 1 ยุค, ยูฟ่า วินเนอร์ส คัพ 1 ที และก็ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 รอบ ก่อนที่จะเขาจำเป็นที่จะต้องกล่าวลา เชลซี เป็นรอบที่ 2 ในฐานะส่วนหนึ่งของดีลที่ สิงห์บลู ดึง เวย์น บริดจ์ ฟูลแบ็ก เซาธ์แฮมป์ตัน มาอยู่กับทีม ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น